FANDOM

2,054,169 Pages

Review Research Education Thai Programmed Lesson Th 43202 agree in Chulalongkorn University eluation look at 02 09 2007: 1. ชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยระหว่างวิธีการสอนแบบบทเรียนสำเร็จรูปภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและการสืบค้น ท 43202 กับวิธีการสอนแบบปกติ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบางพลี-ราษฎร์บำรุง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ 2. ผู้วิจัย นายรังสรรค์ กลิ่นแก้ว 3. สถานที่ติดต่อ โรงเรียนพุทธจักรวิทยา 728/2 ถ. พระรามที่ 4 แขวงสี่พระยา เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500 โทร. 0868915381 4. ปีที่ทำวิจัย 2548 5. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา มาตรฐานการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยไม่สมบูรณ์ขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนการสอน หนังสือเรียน หนังสือแบบฝึกหัด หนังสือนอกเวลาไม่เพียงพอกับจำนวนนักเรียน ตำรา คู่มือครูไม่ทันสมัย นักเรียนเรียนรู้ช้า นักเรียนเรียนนอกเวลาเรียนไม่ได้ ความสามารถไม่สามารถทบทวนได้ สอนซ่อมเสริมไม่ถูกต้อง ครูเป็นผู้ควบคุมการเรียนของนักเรียน ครูเป็นผู้ดำเนินการเสียเอง เป็นผู้ป้อนความรู้ให้แก่นักเรียน เป็นผู้กำหนดว่านักเรียนควรรู้อะไร ควรเรียนอะไร จุดอ่อนคือครูบังคับให้ทุกคนต้องเรียนรู้ในอัตราความสามารถที่เท่ากันด้วยวิธีเดียวกัน ตัดสินใจให้นักเรียนเองทุกอย่างว่าจะต้องทำอะไร เมื่อไร และอย่างไร ภาษาเป็นวัฒนธรรมผูกพันความเป็นชาติ ภาษาจึงมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของสังคมและประเทศชาติ (ม.ล. บุญเหลือ เทพยสุวรรณ, 2523, หน้า 2-3) กล่าวว่าชาติต้องมีภาษาของตนเอง การขาดภาษาเป็นการขาดเอกลักษณ์ที่สำคัญยิ่ง ความจำเป็นที่แท้จริงคือการมีภาษาที่สื่อสารได้สะดวกกันทั้งชาติ ดังนั้น การสอนภาษาของชาติจึงควรได้รับความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งในวงการศึกษา การสอนภาษาไทยให้ได้ผลดี ผู้สอนต้องปูพื้นฐานในด้านทักษะทางภาษา ฟัง พูด อ่าน และเขียน เป็นเครื่องให้นักเรียนใช้ภาษาได้ถูกต้องตามที่เรียนได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเมื่อนักเรียนสามารถใช้ภาษาสื่อสารในชีวิตประจำวันได้ถูกต้อง ถือว่าผู้สอนนั้นประสบความสำเร็จในการสอนภาษา Andreas (1960, p. 339) ให้ข้อคิดเห็นว่า การใช้ภาษาเป็นเรื่องของการเรียนรู้ ซึ่งต้องอาศัยทั้งวุฒิภาวะและประสบการณ์ เมื่อเป็นเช่นนี้ ครูจึงมีหน้าที่สอนให้นักเรียนมีความรู้ความสามารถทางภาษาไทยจนนำไปศึกษาวิชาแขนงต่าง ๆ เป็นเครื่องมือแสวงหาความรู้ในสาขาวิทยาการอื่น ๆ และนำไปประกอบอาชีพได้ (สนม ครุฑเมือง, 2521, หน้า 3) ภาษาไทยเป็นวิชาที่มีความเป็นนามธรรมมีสระพยัญชนะและวรรณยุกต์ที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จะต้องใช้ทักษะทางภาษาอย่างมีวิจารณญาณต้องศึกษาไปตามลำดับอย่างมีกระบวนการ โดยที่นักเรียนจะต้องมีทักษะขั้นพื้นฐานจึงจะโยงไปยังทักษะที่สูงกว่าต่อไป ในการสอนภาษาไทย พบว่านักเรียนมีความยุ่งยากมีปัญหาในการเรียน ยังมีความคิดเป็นรูปธรรมมากกว่านามธรรมทำให้เกิดความสับสนในการเรียนวิชาภาษาไทย ปัญหาของนักเรียนดังกล่าว ควรได้รับการแก้ไขให้ลุล่วงไปเป็นลำดับขั้น มิฉะนั้นปัญหาเหล่านี้จะเป็นผลทำให้พื้นฐานทางวิชาภาษาไทยของนักเรียนล้มเหลว และจะเป็นผลในการเรียนระดับสูงต่อไป ดังนั้น ในการสอนวิชาภาษาไทย ถ้านักเรียนไม่มีทักษะทางภาษา อาจจะส่งผลไม่ประสบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความล้มเหลวในการเรียนวิชาภาษาไทยระดับมัธยมศึกษา โดยทั่วไปพบสาเหตุมาจากวิธีการสอนของครู ส่วนใหญ่ยังยึดการสอนแบบบรรยาย ซึ่งเป็นการป้อนเนื้อหาวิชาให้นักเรียนเพียงอย่างเดียว เพื่อจะได้สอนทันตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร โดยไม่คำนึงถึงตัวผู้เรียนว่าจะเกิดการเรียนรู้หรือไม่ มากน้อยเพียงไร (บุญทัน อยู่ชมบุญ, 2529, หน้า 46-47) ผลจากการสอนนี้เองทำให้ผู้เรียนเกิดความท้อถอย หมดความพยายามที่จะเรียนต่อไป นอกจากนี้ความสามารถหรือสติปัญญาทางการเรียนภาษาไทยของนักเรียนแต่ละคนยังแตกต่างกัน นักเรียนที่เรียนเก่งหรืออยู่ในระดับปานกลางก็จะสามารถสนองตอบต่อวิธีการสอนของครูได้ ส่วนนักเรียนเรียนช้าค่อย ๆ ไปก็จะไม่สามารถเรียนตามได้ทัน โดยเฉพาะนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นต้องมีการประเมินผลโดยการสอบปลายภาคเรียน เพื่อเตรียมพร้อมที่จะเข้าศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายต่อไป จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่ครูผู้สอนจะต้องวางรากฐานความรู้ภาษาไทยให้กับนักเรียน โดยต้องแก้ไขปัญหาวิธีการสอน เพื่อปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนให้ดียิ่งขึ้น วิธีการหนึ่งที่ผู้วิจัยเชื่อว่าน่าจะนำเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในการสอนวิชาภาษาไทยให้ได้ผลดีก็คือ การสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปภาษาไทย เพราะบทเรียนสำเร็จรูปภาษาไทยสามารถช่วยส่งเสริมให้นักเรียนเรียนด้วยตนเอง โดยไม่ต้องคอยเรียนไปพร้อม ๆ กัน สามารถสนองความสามารถและความแตกต่างระหว่างบุคคลได้เป็นอย่างดี ผู้ที่เรียนเก่งเรียนได้เร็วก็สามารถเรียนบทเรียนให้จบก่อนได้ ส่วนผู้ที่เรียนช้าก็เรียนไปตามความสามารถและความต้องการได้ โดยที่บรรลุเป้าหมายของการเรียนเหมือนกัน การนำบทเรียนสำเร็จรูปภาษาไทยมาใช้ช่วยประกอบการสอนนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระในการสอนของครูทำให้ครูมีเวลาว่างที่จะเตรียมบทเรียนค้นคว้าสิ่งที่เป็นประโยชน์มาเพิ่มเติมให้แก่นักเรียนมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนครู หรือช่วยแก้ปัญหาการเพิ่มนักเรียนมีจำนวนมากเกินกว่าความรับผิดชอบของครูที่จะดูแลได้อย่างทั่วถึงอีกด้วย (วิจิตร ศรีสอ้าน, 2512) จากปัญหาของการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย และข้อดีของบทเรียนสำเร็จรูป ภาษาไทย ผู้วิจัยต้องสร้างบทเรียนสำเร็จรูปภาษาไทย ท 43202 สำหรับใช้สอนนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อช่วยแก้ปัญหาในการเรียนการสอนภาษาไทย และคาดว่า การวิจัยนี้น่าจะมีส่วนกระตุ้นให้ครูผู้สอนได้ทำการศึกษาและสร้างบทเรียนสำเร็จรูปภาษาไทย ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ศึกษาด้วยตนเอง ฝึกทักษะฟัง พูด อ่าน และเขียน ในการสื่อสาร ยังเป็นการแบ่งเบาภาระของครูอีกทางหนึ่งด้วย ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความแตกต่างระหว่างบุคคลนั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสามารถในการรับรู้ และเวลาที่ใช้ในการเรียนรู้ต่างกัน แต่เวลาเรียนจำกัด สื่อที่สามารถสนองตอบต่อความแตกต่างระหว่างบุคคลในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี คือ บทเรียนสำเร็จรูปสอดคล้องกับความคิดของ Bloom (1976, p. 125) ที่เสนอแนะข้อบกพร่องของนักเรียนเป็นรายบุคคล เพราะเป็นการแก้ไขตัวแปรด้านความถนัดของนักเรียนแต่ละคนที่ไม่เหมือนกันให้ลดลงได้ ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจที่จะสร้างบทเรียนสำเร็จรูปขึ้นมา ใช้ประกอบการสอนวิชาภาษาไทย ท 43202 เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้มีการเรียนเพิ่มเติม และสามารถเรียนได้ด้วยตนเองจนสามารถบรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ เกิดผลสัมฤทธิ์ในการเรียนตามที่กำหนดไว้ในจุดประสงค์การสอน ปัญหาเชิงทดลอง ตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระคือวิธีการสอน และตัวแปรที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ต่อการวิจัยคือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยหลักจิตวิทยาแล้วนักเรียนสามารถเรียนได้ด้วยตนเอง ตัดสินใจเรียนอะไรที่เขาต้องการเอง ผู้เรียนสามารถสร้างจุดประสงค์ในการเรียนรู้สามารถหาแหล่งวิชาทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง จุดประสงค์ของการสอนก็คือให้ผู้เรียนมีอิสระเต็มที่เป็นตัวของตนเอง ครูเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ และให้ความช่วยเหลือเท่านั้นเป็นวิธีการสอนแบบบทเรียนสำเร็จรูปภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและการสืบค้น ท 43202 6. วัตถุประสงค์การวิจัย 6.1 เพื่อสร้างบทเรียนสำเร็จรูปภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและการสืบค้น ท 43202 ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 6.2 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยที่สอนด้วยวิธีการสอนแบบบทเรียนสำเร็จรูปภาษา ไทยเพื่อการสื่อสารและการสืบค้น ท 43202 6.3 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยระหว่างวิธีกาสอนแบบบทเรียนสำเร็จรูปภาษา ไทยเพื่อการสื่อสารและการสืบค้น ท 43202 กับวิธีการสอนแบบปกติ ชันมัธยมศึกษาปีที่ 6 7. วิธีดำเนินการวิจัย/นวัตกรรม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (experimental research) มี วัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยระหว่างวิธีการสอนแบบบทเรียนสำเร็จรูปภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและการสืบค้น ท 43202 กับวิธีการสอนแบบปกติ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบางพลีราษฎร์-บำรุง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีขั้นตอนวิธีการวิจัย ดังนี้ การออกแบบการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การสร้างบทเรียนสำเร็จรูปภาษาไทย ท 43202 ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติ 8. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล จากผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่าค่าทีเรโซ (t-ratio) ที่คำนวณได้มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แสดงว่าคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบบทเรียนสำเร็จรูปภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและการสืบค้น ท 43202 กับวิธีการสอนแบบปกติมีความแตกต่างอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพบว่ากลุ่มที่เรียนโดยวิธีการสอนแบบบทเรียนสำเร็จรูปมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่ากลุ่มที่เรียนโดยวิธีการสอนแบบปกติ 9. สรุปและอภิปรายผลการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยระหว่างวิธีกาสอนแบบบทเรียนสำเร็จรูปภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและการสืบค้น ท 43202 กับวิธีการสอนแบบปกติ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ยอมรับสมมติฐานว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบบทเรียนสำเร็จรูปภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและการสืบค้น ท 43202 สูงกว่าการเรียนด้วยวิธีการสอนแบบปกติ บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ท 43202 ระหว่างวิธีการสอนแบบบทเรียนสำเร็จรูปภาษาไทยเพิ่อการสื่อสารและการสืบค้น ท 43202 กับวิธีการสอนแบบปกติ ประชากรที่ศึกษาได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบางพลีราษฎร์บำรุง จำนวน 119 คน ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2548 โดยใช้วิธีสุ่มอย่างง่าย (simple random sampling) จำนวน 74 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 1 กลุ่ม จำนวน 37 คน เรียนวิธีการสอนแบบบทเรียนสำเร็จรูปภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและการสืบค้น ท 43202 กลุ่มควบคุม 1 กลุ่ม จำนวน 37 คน เรียนวิธีการสอนแบบปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.25/83.00 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนวิธีการสอนแบบบทเรียนสำเร็จรูปภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและการสืบค้น ท 43202 สูงกว่ากลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ABSTRACT The purposes of this research were to comparative achievement between Thai communication and searching programmed lesson Th 43202 method and conservative method. A sample of 74 Mathayom suksa 6 Bangpleeratbamrung school Bangplee Samutprakarn was selected by simple random sampling from the population of 119 students. They were then equally divided into 1 experrimental groups achievement between Thai communication and searching programmed lesson Th 43202 method and conservative method. They were then given a test. The instruments of this were achievement test had the efficiency values of 81.25/83.00 respectively.The data was analyzed by t-test. The study results showed that with learning achievement between Thai communication and searching programmed lesson Th 43202 method higher than conservative method at the .05 statistical level. [1]

Community content is available under Copyright unless otherwise noted.